การเติบโตของอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

April 26, 2015

อุตสาหกรรมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยในปัจจุบันนั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดัน การขยายตัวของเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงของสินค้าไอที อาทิเช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ที่มีการพัฒนาให้มีคุณสมบัติการใช้งานได้หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ และผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สินค้าบางชนิดอาจลดบทบาทลง เช่น คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop PC) ที่ถูกทดแทนด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาหรือแท็บเล็ต และในอนาคตข้างหน้าเมื่อมีการพัฒนาระบบเน็ตเวิร์ค และเทคโนโลยี Cloud Computing ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก็อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ขนาดตั้งโต๊ะได้ นอกจากนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์นั้นมีการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ได้หันมาผลิตรถยนต์แบบประหยัดพลังงานมากขึ้น

การสำรวจสถานภาพพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย พบว่ากลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในรอบปีที่ผ่านมา (2553) จำนวน 66,297 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 19.4 ของมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยรวมทั้งประเทศ ซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มอุตสาหกรรมอื่น และมีผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คิดเป็นร้อยละ 17.7 ของจำนวนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมทั้งหมดของประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก ประกอบกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมีนโยบายส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ทั่วถึงและเท่าเทียม เช่น โครงการบรอดแบรนด์แห่งชาติ เป็นต้น ทำให้ตลาดของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มีการขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก ทั้งในด้านการแพทย์ ด้านการศึกษา ด้านอุตสาหกรรม ด้านการเงินการธนาคาร ด้านธุรกิจต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลักดันส่งเสริมธุรกิจในรูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการในต่างประเทศได้

Comments Off

หมดยุคของยุคไมโครอิเล็กทรอนิกส์

March 21, 2015

เป็นเวลานานเกือบ 4 ทศวรรษมาแล้วที่พัฒนาการของแผงวงจรรวม (Integrated Circuits หรือ IC) เป็นไปตามที่ กอร์ดอน มัวร์ (Gordon Moore) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทอินเทล ได้กล่าวไว้ว่า “จำนวนทรานซิสเตอร์บนแผงวงจรรวมจะมีจำนวนมากขึ้นเป็นสองเท่าทุก 18 เดือน” โดยกฎของมัวร์ (Moore’s law) ดังกล่าวได้กลายเป็นทั้งแรงผลักดันและแรงกดดันให้วิศวกรคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องพยายามแสวงหาวิธีการลดขนาดและเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์บนแผงวงจรรวมให้มากขึ้นมาโดยตลอด โดยมีซิลิคอนครองตัวเป็นพระเอกในยุคไมโครอิเล็กทรอนิกส์มาโดยตลอด ทั้งนี้เป็นเพราะว่าซิลิคอนมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งตัวนำ (semiconductors) ที่จำเป็นต่อการสร้างทรานซิสเตอร์ นอกจากนี้ยังหาได้ง่าย ราคาถูก ประสิทธิภาพดี และสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เวลาของซิลิคอนกำลังเหลือน้อยลงทุกทีแล้วและคงจะหมดความสำคัญไปพร้อมๆ กับไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าพัฒนาการของไมโครชิปยังคงขึ้นอยู่กับการพยายามย่อขนาดของทรานซิสเตอร์ชนิดซิลิคอนนี้ให้มีขนาดเล็กและบางลงเช่นนี้ต่อไป เส้นกราฟที่เกิดจากกฎของมัวร์นี้จะไปชนกับข้อจำกัดทางฟิสิกส์ของวงจร (เมื่อวงจรมีขนาดเล็กประมาณ 0.05 ไมโครเมตร หรือที่หลายคนเรียกกันว่า กำแพง 0.05 ไมครอน (0.05 micron barrier)) ซึ่งเป็นระดับความเล็กของวงจรที่ทำให้ทรานซิสเตอร์แบบซิลิคอนไม่สามารถกันกระแสไฟได้อีกต่อไป ส่วนสาเหตุที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่า

1. อิเล็กตรอนที่ไหลผ่านทรานซิสเตอร์ที่มีขนาดเท่ากับหรือเล็กกว่า 50 นาโนเมตร จะถูกเร่งจากสนามไฟฟ้าให้เคลื่อนที่เร็วขึ้น จนทำให้เกิดการรั่วไหลของอิเล็กตรอนออกจากทรานซิสเตอร์กลายไปเป็นพลังงานความร้อน จนกระทั่งพัดลมระบายอากาศที่ติดตั้งไว้ไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน
2. เนื่องจากทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กมากและอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้นจนอาจเป็นสาเหตุให้อิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนที่ทะลุ (tunneling) ผ่านเกทไปยังอีกด้านหนึ่งของทรานซิสเตอร์ได้โดยไม่ต้องอาศัยกำแพงศักย์
3. วิศวกรคอมพิวเตอร์ไม่สามารถสร้างวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่มีขนาดเล็กกว่า 50 นาโนเมตรได้จากวิธีการสักลวดลายวงจรด้วยแสงยูวี (UV lithography) เพราะความยาวคลื่นของแสงยูวีมีขนาดใหญ่กว่าร่องของวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์

ปัจจุบันไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดก็คือ อินเทลเพนเทียม 4 ซึ่งมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ถึง 42 ล้านหน่วย โดยมีขนาดของวงจรย่อยเท่ากับ 130 นาโนเมตร ในขณะที่อิเทเนียมโปรเซสเซอร์ของอินเทลซึ่งจะเป็นไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นถัดไปของบริษัทอินเทลจะมีทรานซิสเตอร์บรรจุอยู่ถึง 220 ล้านหน่วย ข้อเท็จจริงประการหนึ่งในการผลิตไมโครโปรเซสเซอร์แต่ละรุ่นคือ “ยิ่งทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้อุปกรณ์ในการประกอบมีความซับซ้อนมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน” นั่นหมายความว่าการย่อขนาดทรานซิสเตอร์ในวงจรไมโครชิปรุ่นถัดๆ ไปอาจต้องใช้ต้นทุนในการก่อสร้างปริมาณมหาศาลมากจนกระทั่งการผลิตไมโครชิปเชิงพาณิชย์ต้องยุติไปในที่สุด อย่างไรก็ตามนาโนเทคโนโลยีได้ทำให้เกิดทางออกของข้อจำกัดนี้ได้หลายทางเลือก

Comments Off

แนวเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์

February 23, 2015

ieee-icm2012.org

อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอุตสาหกรรมทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศแต่มูลค่ากลับมีไม่มากนัก เนื่องจากไทยเป็นเพียงฐานการผลิตของอุตสาหกรรมเท่านั้น การพัฒนาองค์ความรู้และเพิ่มขีดความสามารถด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศยังมีไม่มากนักปัจจุบันเราสู้เรื่องค่าแรงกับจีนและเวียดนามไม่ได้ ทำให้งานด้านแพ็คเกจจิ้งกำลังถึงจุดที่ใกล้อิ่มตัว ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องเพิ่มดีไซน์เข้าไป คือ ลูกค้าบอกความต้องการเข้ามาแล้วเราออกแบบและผลิตต้นแบบให้ ทั้งนี้จะต้องคิดว่าจะทำโปรโตคอลอย่างไร จะขัดแผ่นเวเฟอร์อย่างไรและจะจัดเรียงอย่างไร จะออกแบบลายอย่างไร งานเริ่มที่จะเป็นไปในทิศทางอย่างนี้มากขึ้น

ทุกวันนี้เรามักพูดถึงการประหยัดพลังงาน อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ที่สามารถประหยัดพลังงานได้ โดยต้องพัฒนาในระดับ Device ที่กินไฟน้อย จะเห็นว่าอุปกรณ์ลักษณะนี้เริ่มมีมากขึ้นในตลาด อีกส่วนหนึ่งคือ เมื่อมีอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน จะรู้ได้อย่างไรว่าประหยัดพลังงานจริง เซนเซอร์จะเป็นเครื่องมือในการตรวจวัด เช่น กลุ่มอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน ระบบไฟฟ้าให้แสงสว่าง หรือเครื่องปรับอากาศ ก็จำเป็นต้องมีเซนเซอร์ในการวัด เพื่อช่วยให้การใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงสุดการที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น จะต้องขยับไปสู่การเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ให้ได้ มีแบรนด์เป็นของตัวเอง ไม่ใช่การรับจ้างผลิตอย่างเดียว แต่ต้องสามารถออกแบบและดีไซน์ได้ด้วย หากสามารถพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มนี้ขึ้นมาได้ ก็จะเริ่มมีผลิตภัณฑ์ของตนเองขึ้นมาได้ ทั้งนี้คนไทยมีจุดเด่นเพราะสามารถออกแบบเองโดยมีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก แต่สิ่งที่ขาดคือ ขาดคนที่สามารถมองภาพในมุมกว้างได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สามารถมองแบบเชื่อมต่อตลาดและการผลิตได้และรู้หลายเรื่องซึ่งสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ได้มีความพยายามฝึกอบรมบุคลากรกลุ่มนี้ขึ้นมา

ดังนั้นเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์นับว่าเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับประเทศ หากผู้ประกอบการในประเทศไทยสามารถผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นได้เอง ก็จะสามารถที่จะเพิ่มฐานทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรที่จะให้ความสนใจและสามารถที่จะคิดค้นหรือออกแบบอุปกรณ์ให้กับลูกค้าได้ตามที่ลูกค้าต้องการ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปอย่างเข้มแข็ง

Comments Off

บทบาทความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ

January 14, 2015

ไมโครอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีเป็นวงจรรวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงจรมากขนาดใหญ่แบบบูรณาการและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งการออกแบบวงจรระบบฟิสิกส์อุปกรณ์เทคโนโลยีการผลิตการเตรียมวัสดุการทดสอบโดยอัตโนมัติและบรรจุภัณฑ์การชุมนุมและชุดของเทคโนโลยีเฉพาะ, ไมโครอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยีในเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์รวม

ไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีหลักเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงของอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานเหตุผลสำหรับการพัฒนาอย่างรวดเร็วว่านอกเหนือไปจากเทคโนโลยีที่ตัวเองมีส่วนร่วมที่ดีในการเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังสำหรับการซึมผ่านที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้สงครามสมัยใหม่จะขึ้นอยู่กับวงจรรวมเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญในการสงครามอิเล็กทรอนิกส์และสงครามข้อมูลเป็นลักษณะสงครามที่มีเทคโนโลยีสูง หลักเทคโนโลยีการผลิต IC ในช่วงครึ่งหลังของปี 1950, ซิลิคอนเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์แบบระนาบและเทคนิคการเคลือบโลหะสูญญากาศก่อนหน้านี้ได้รับการพัฒนาบนพื้นฐานของ 1964 ออกผลิตภัณฑ์แม่เหล็กสองขั้ว IC

การพัฒนาในเชิงบวกของระบบบูรณาการการออกแบบวงจรนี้ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นใช้เวลานานและมีราคาแพง ในความเป็นจริงถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ช่วยที่ซับซ้อนมากขึ้นขนาดแบบบูรณาการการออกแบบวงจรที่มีขนาดใหญ่เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่ปี 1970 ที่ใช้การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ของวงจรแบบบูรณาการได้เห็นความคืบหน้ามาก จานคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบการจำลองอุปกรณ์จำลองวงจรการจำลองตรรกะตำแหน่งและคอมพิวเตอร์ช่วยการออกแบบโปรแกรมการกำหนดเส้นทางทั้งมีการวิจัยประสบความสำเร็จและพัฒนาไปสู่การตรวจสอบรวมถึงขั้นตอนวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งการออกแบบที่หลากหลายช่วยและแม้กระทั่งอุปกรณ์ทั้ง ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยออกแบบ

IC การจัดการคอมพิวเตอร์การผลิตได้เริ่มดำเนินการ นอกจากนี้การรวมขนาดใหญ่และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของการรวมอัลตร้าขนาดใหญ่ที่จะปรับอุปกรณ์วัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ช่วยการทดสอบการทดสอบเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์และเทคโนโลยีห้องสะอาดมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยีกระบวนการเทคนิคไมโครเช่นลำแสงอิเล็กตรอน, ลำแสงไอออน, รังสีเอกซ์และเทคโนโลยีการคัดลอกและเทคโนโลยีอื่น ๆ แห้งแกะมีการปรับปรุงเพื่อการผลิตที่ในการพิมพ์หินย่อยไมครอนเช่นเดียวกับระดับที่สูงขึ้น บูรณาการของวงจรรวมจะละทิ้งองค์ประกอบที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น 106-107 ต่อชิ้นรวมทั้งเพื่อให้บรรลุบูรณาการเต็มรูปแบบของภาพที่ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนระบบ ที่มีคุณภาพบางเฉียบดิบชั้นสูง, ไอออนฝังเทคโนโลยีใหม่หลอมจุดหลอมเหลวสูงโลหะซิลิไซด์ของโลหะนำไฟฟ้าและชุดของเทคโนโลยีทางแยกตื้น ohmic กำลังได้รับการพัฒนาต่อไป ในเทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์การออกแบบและการทดสอบพร้อมกับบูรณาการและเพิ่มความซับซ้อนของระบบแบบบูรณาการซ้ำซ้อนเทคโนโลยีป้องกันความผิดพลาด, เทคโนโลยีการออกแบบจะได้รับการใช้กันอย่างแพร่หลาย

ปัจจุบันวงจรรวมในการประยุกต์ใช้ทั้งการสื่อสารคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดตามและคนที่สามเป็นอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ไม้ IC เป็นวิธีที่บดบังอุตสาหกรรมอื่น ๆ ทุกคนและยังช่วยให้อุตสาหกรรมอื่น ๆ เพื่ออวดเทคโนโลยีกฎการออกแบบจาก 1959 จะลดลงไประหว่าง 40 ปีนับตั้งแต่เดิมใน 140, ในขณะที่การลดลงของราคาเฉลี่ยของทรานซิสเตอร์ ล้านดั้งเดิม ถ้ารถยังเป็นไปตามที่มีการปรับปรุงความเร็วในการของที่อยู่อาศัยดังนั้นตอนนี้ราคาของรถเพียงร้อยละ 1 ไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นคิดว่าควบคุมเทคโนโลยี VLSI, การควบคุมของอุตสาหกรรมโลก

Comments Off

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

December 18, 2014

ปัจจุบันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีที่เล็กมากในชื่อ “นาโน” ซึ่งจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆให้มีขนาดเล็กซึ่งจะเป็นการปฏิวัติวงการเทคโนโลยี ในบทบาทของนาโนเทคโนโลยีที่กำลังจะเข้าไปปรับเปลี่ยนทิศทาง และพัฒนาศาสตร์ของอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำลังจะเดินทางมาถึงจุดอับ ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ ตามที่ กอร์ดอน มัวร์ ผู้ก่อตั้งบริษัทอินเล็กทรอนิกส์ล่าวไว้ว่า “จำนวนของทรานซิสเตอร์ซึ่งบรรจุอยู่บนแผ่นวงจรรวม หรือ ไมโครชิพ นี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 18 เดือน” คำกล่าวอันสร้างชื่อแก่เขาในฐานะกฎของมัวร์ (Moore’s Law) ซึ่งได้รับการยอมรับ และเป็นแรงกดดันให้วงการผลิตชิพสามารถพัฒนาชิพ ให้มีความเร็วสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ซื้อมาใหม่มีอันต้องล้าสมัยไปทุกๆ ปีครึ่งเช่นเดียวกัน แต่กฎของมัวร์นี้กำลังจะถูกสั่นคลอน

การเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์ลงไปบนชิพด้วยการย่อขนาดของวงจรกำลังจะมาถึงขีดจำกัด การพัฒนาการที่สำคัญของวงการอิเล็กทรอนิกส์เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1940 หลังจากที่หลอดสุญญากาศแสดงบทบาท ในฐานะอุปกรณ์ควบคุมในเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายมาร่วม 3 ทศวรรษ โดยโอลห์ (Russell Shoemake Ohl) ค้นพบว่าผลึกซิลิกอนสามารถจะนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์ไดโอดได้ ซึ่งนำไปสู่การคิดค้นทรานซิสเตอร์ของ ชอคลี (William Bradford Schockley) แบรตเทน (Walter H. Brattain) และ บาร์ดีน (John Bardeen) ในปี ค.ศ. 1948 หลังจากนั้นอุปกรณ์พวกสารกึ่งตัวนำได้เริ่มเข้ามาแทนที่หลอดสุญญากาศ ทำให้เครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีขนาดเล็กลงและราคาถูกลงมากต่อมาได้มีแนวคิด ที่จะทำให้อุปกรณ์ รวมทั้งวงจร ถูกยุบรวมเข้าไปบนสารกึ่งตัวนำที่เป็นชิ้นเดียว และแล้ว ในปี ค.ศ. 1959 เออร์นี (Jean Hoerni) และ นอยซ์ (Robert Noyce) ก็สามารถพัฒนาแผงวงจรรวมดังกล่าว (Integrated Circuit หรือ IC) ได้สำเร็จ และเพียงปีเดียวเท่านั้นแผงวงจรรวมดังกล่าวก็เข้าไปแทนที่อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำแบบแยกส่วนถึง 90% เลยที่เดียว ในช่วงต้นๆ ของทศวรรษ 1960 นั้น วงจรรวมยังไม่มีความซับซ้อนมาก โดยอาจมีทรานซิสเตอร์ประมาณ 20-200 ตัวต่อแผ่นชิพหนึ่งแผ่น และเพิ่มขึ้นมาเป็น 200-5000 ตัวในช่วงปี 1970

Comments Off